[Fic Angry Bird] Bloody love ; 8

posted on 01 Sep 2013 01:23 by therike directory Fiction

การเริ่มงานครั้งใหม่ของไวท์ไม่ค่อยดีนักกับการถูกนินทาทุกครั้งที่เดินผ่าน หลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าทำไมอีเกิ้ลยังเก็บเขาไว้ทั้งที่ทำงานเหลวไม่เป็นท่าและสมควรถูกปลดเสียที ทว่าคำพวกนั้นก็ไม่เท่ากับการที่เขาพยายามข่มตาหลับในแต่ละคืนที่ยังมีภาพฝันร้ายหลอกหลอน นัยน์ตาสีเขียวร้ายกาจยังคงชัดเจนทุกครั้งที่นึกถึงทำให้ไวท์พาลโทษตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าบนเตียง

 

“ฉันควรจะปฏิเสธพ่อ...”

 

หลังมือถูกยกขึ้นก่ายหน้าผาก

 

ครอบครัวนั้นแต่แรกมีสมาชิกเพียงสามคน พ่อ แม่ และตัวเขา ทว่าหลังจากแม่จากไปพ่อก็เริ่มเคี่ยวเข็ญมากขึ้นเรื่องการสอบเป็นตำรวจซึ่งเป็นงานที่พ่อนั้นภูมิใจซึ่งตนเองประจำตำแหน่งสูงในบ้านเกิดและหวังว่าลูกชายจะสามารถสืบทอดเจตนา ไวท์ซึ่งไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยปากเถียงจำใจสอบเข้าด้วยคะแนนสอบที่ดีทว่าภาคปฏิบัติกลับแย่ไม่เข้าท่า งานที่ได้ประจำไม่พ้นการจัดเอกสารราวกับทำงานร่วมกับเสมียนไปในตัว ทั้งยังย้ายมาประจำที่สำนักงานในเมืองจึงต้องจากบ้านเกิดมาใช้ชีวิตในบ้านพักร่วมกับเพื่อนร่วมงานซึ่งอยู่กันแบบครอบครัวมากกว่าเพื่อนร่วมงาน

 

มีแรงยุยงให้รับงานหนักมีมาเรื่อยๆ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากคนที่ไม่ชอบหน้าเขานัก ตอนแรกเขาไม่คิดจะสนใจและพยายามทำงานตัวเองให้ดี แต่ความอึดอัดในที่ประชุมเค้นให้ความรู้สึกพุ่งขึ้นแตกกระจายเหมือนพลุ ผลที่ตามมาจากความวู่วามคือความอับอายที่เขาต้องรับไว้โดยไม่มีใครยื่นมือช่วยได้ ถึงตอนนี้พ่อจะยังไม่รู้แต่เมื่อท่านมาที่เมืองหลวงเพื่อเยี่ยมเยียนแล้ว...

 

 น่ากลัวว่าจะถูกตัดพ่อตัดลูกได้

 

ใบหน้านิ่งขรึมนั้นไวท์ยังจำได้ดี ชายคนนั้นยิ้มน้อยมากและแทบไม่ทำมันเลยหลังจากภรรยาเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ ทั้งยังเข้มงวดเผด็จการในตัว ไวท์พยายามทำทุกอย่างที่พ่อต้องการ ซึ่งมันก็ออกมาไม่ดีนักจึงทำให้ใบหน้าของพ่อบูดบึ่งลงอีกพร้อมกับประโยคหนึ่ง

 

‘แกจะอ่อนแอไปถึงเมื่อไหร่?’

 

จนตอนนี้เขาก็ยังตอบไม่ได้ รู้แต่เพียงว่าตนคงไม่แข็งแกร่งขึ้นแน่.... ไม่ว่าอย่างไร...

 

บางทีไวท์ก็คิดว่า ‘หมอนั่น’ น่าจะฆ่าเขาเสีย

 

แต่กลับกัน อีกฝ่ายไม่ทำ ทั้งยังปล่อยกลับมาง่ายๆ หลังจากมีเซ็กซ์กันครั้งสุดท้าย

 

ถ้าให้พูดถึงสลีปว่ารู้สึกอย่างไร ไวท์บอกไม่ได้ว่าชอบหรือเกลียด แต่สามารถพูดได้เต็มคำว่าเขากลัว... กลัวมากที่สุดในชีวิตตอนที่ถูกดันลงกับเตียง กลัวรสสัมผัสทุกครั้งที่จูบ กลัวดวงตาสีเขียวที่มองลงมาขณะที่เขาร้องไห้ กลัวทุกอย่างที่เป็นสลีป

 

เป็นไปได้... ไวท์ภาวนาไม่ให้เจอกับทหารคนนั้นอีก

 

เพราะแค่นี้ชีวิตก็ทรมาณพอแล้ว...

 

 

 

1 เดือนต่อมา

 

“เฮ้ รู้หรือเปล่าเรื่องนั้นน่ะ”

 

เสียงหนึ่งทักขึ้นในช่วงพักกลางวันภายในห้องทำงาน เรียกความสนใจเพื่อนร่วมโต๊ะเป็นอย่างดี

 

“เรื่องอะไรยะ”

 

ตำรวจสาวทำเป็นจีบปากจีบคอล้อเลียนอยู่อีกฝั่งของโต๊ะ เนื่องจากโต๊ะทำงานตั้งอยู่ติดกันเก้าอี้สองตัวจึงถูกลากมานั่งรวมอยู่ที่โต๊ะของไวท์ ทำให้เพื่อนฝั่งตรงข้ามลอบถลึงตาใส่แล้วหันมาหาไวท์ที่ดื่มกาแฟช้าๆ ที่เข้าตัวไม่อยากอาหารเหมือนดูว่าอีกฝ่ายฟังอยู่หรือเปล่า

 

“ที่ว่าพวกหมูกับพวกนกจะเป็นทองแผ่นเดียวกันแล้วน่ะสิ!”

 

ไวท์สำลักพรวดจนกาแฟกระฉอกเป็นวงกว้างบนโต๊ะที่ร่วมใจกันยึดกับเพื่อนทั้งสอง ลิซ่าหันมาช่วยลูบหลังพลางดึงชิดชู่ให้เป็นระยะ หลังจากไอจนน้ำหูน้ำตาไหลเขาก็เงยหน้าถามขึ้นช้าๆ

 

“นี่เรื่องจริงหรือเปล่า? นายล้อเล่นใช่มั้ยแฟรงค์”

 

แฟรงค์ซึ่งเป็นคนเปิดประเด็นทำเป็นหายใจฮึดฮัดและยกมือปัดปอยผมสีทองอันแสนภูมิใจของตนไปมา

 

“เสียใจที่นั่นเป็นเรื่องจริง ราชาฝั่งเราเองก็จะประชุมข้อตกลงกับราชาฝั่งโน้นในเร็วๆ นี้นี่แหละ อีเกิ้ลพูดกรายๆ ด้วยว่าพวกเราต้องไปรอรับเสด็จ อ๋อ ได้ยินว่าทางพวกมังกรเองก็จะมาด้วยเหมือนกัน”

 

“เดี๋ยวนะ แล้วพวกนั้นจะมาด้วยทำไม”

 

“ไม่รู้ดิ ฉันเดาว่าคงตกลงเรื่องนี้ ไม่ก็มาเป็นสักขีพยาน”

 

ลิซ่าซึ่งก้มหน้าก้มตาเช็ดรอยกาแฟในที่สุดก็เงยหน้าขึ้นมาร่วมวงสนทนา

 

“ก็ดีนี่ จะได้เลิกทะเลาะกันสักทีเรื่องไข่นั่น”

 

“แต่ไอ้ไข่นั่นมันของเรานี่! แค่นี้ราชาก็แทบจะบีบคอกันตายอยู่แล้ว!”

 

“ง่ายๆ เขาขี้เกียจฆ่าแกงกันแล้ว เสียคนไปตั้งเยอะไม่ได้ช่วยให้อะไรมันดีขึ้น เขตแดนเองก็แบ่งกันตั้งแต่ 10 ปีก่อน คงไม่ต้องสู้กันมากกว่านี้หรอก”

 

“ก็ใช่..” แฟรงค์ว่า “แต่คิดดูสิ พวกหมูน่ะเจ้าเล่ห์เป็นกรดเลยนา เกิดเล่นแผลงๆ เข้าเราก็คงแย่”

 

“งั้นฉันว่า นั่นคงเป็นเหตุผลที่ไมตี้มา เพราะเขาจะเป็นพยานว่าทั้งสองจะไม่ทะเลาะกันอีก”

 

ลิซ่าสรุปพลางยิ้มหวานให้ ส่วนไวท์หน้าซีดเป็นสีกระดาษ ท้องไส้คลื่นเหียน และเมื่อสายตาเหลือบมองชามสลัดเล็กๆ ของเพื่อนร่วมงาน สีเขียวนั่นก็ทำให้เขานึกถึงสิ่งที่ไม่อยากนึกที่สุด

 

สลีป....

 

ครืน!!

 

ทั้งลิซ่าและแฟรงค์ตกใจกับท่าทีของไวท์ ทั้งสองทำตาโตมองมายังร่างที่สั่นเทิ้มซึ่งยกมือปิดปากแน่น ไม่ทันจะถามอาการไวท์ก็วิ่งผลุบหายเข้าไปในห้องน้ำ ทิ้งความรู้สึกผิดเต็มประตูให้เพื่อนทั้งสอง

 

“ตายแล้ว ฉันลืมไปสนิทเลย!!” ลิซ่าคราง

 

“น่ะ.. นั่นสิ” แฟรงค์ต่อด้วยสีหน้าไม่สู้ดี “หมอนั่นคงยังฝังใจ...”

 

“แน่อยู่แล้ว! ใครจะทำใจได้ที่ตัวเอง... ถูกทำ.. ‘แบบนั้น’ ”

 

“ฮึ่ม อย่าให้ฉันเจอเจ้า... ไอ้เจ้าทหารนั่น หัวมันได้กลายเป็นแพนเค้กแน่! รับรองเลย!”

 

ชายหนุ่มหันมาทำมือประกอบเหมือนกำลังบีบลูกโป่งกลางอากาศ โดยมีเพื่อนสาวพยักเพยิดตาม

 

“แต่ได้ยินมาว่าอีตาโจนาธานนั่นหล่อเหมือนกันนะ”

 

เสียงพูดคุยดังแว่วมาเพียงเล็กน้อยขณะที่ไวท์พยายามคายเอาทุกอย่างที่อยู่ในท้องออกมาให้หมด

 

แต่เนื่องจากไม่มีอะไรตกถึงท้องแต่เช้า ทุกอย่างที่ผ่านลำคอมาจึงมีแต่อากาศกับน้ำย่อย หลังจากการทรมานตัวเองทางอ้อมทุกอย่างก็กลับสู่ปกติ

 

ไวท์ละจากโถส้วมมาด้วยความเหนื่อยอ่อนแล้วเดินไปล้างหน้าแรงๆ จนบริเวณคอเสื้อเปียกโชก ความรู้สึกคลื่นไส้ยังคงมีอยู่บ้างทำให้เขารู้สึกขอบใจที่ตัวเองไม่ได้กินอะไรนอกจากกาแฟเมื่อครู่ ไม่อย่างนั้นคงได้รับศึกหนักกว่านี้แน่

 

“เฮ้ไวท์ โอเคเปล่า?”

 

แฟรงค์ยื่นศีรษะพ้นประตูเข้ามาถามด้วยความเป็นห่วง ไวท์ทำแค่ยกมือโบกปัดไปมาทั้งที่หน้าซีดจนเหมือนจะเป็นลมได้ทุกเมื่อ

 

“ฉันนึกขึ้นได้ว่าลืมเอาใบนั่นให้นายน่ะ ตอนนี้อยู่บนโต๊ะ”

 

“ใบนั่น?”

 

“เอ่อ...” เขาเห็นว่าแฟรงค์ลอบกัดริมฝีปากก่อนจะพูดช้าๆ “มันให้นายพบจิตแพทย์”

 

คนในห้องน้ำถอนหายใจช้าๆ...

 

ไม่ใช่เรื่องที่เกินความคาดหมายนัก เพียงแต่ใบพบจิตแพทย์นั่นมาช้าไปจากที่เขาคิด ไวท์ไม่รู้สึกโกรธที่คนพวกนั้นคิดว่าเขาควรพบหมอเสียบ้าง ดีซะอีกอย่างน้อยมันอาจทำให้ทุกอย่างดีขึ้นบ้าง

 

แค่นิดเดียวก็ยังดี...

 

“อ่า หิวจัง พวกนายมีแซนวิชเหลือไหม?”

 

ไวท์ถามพลางคลี่ยิ้มบางแล้วเดินนำออกจากห้องน้ำไป

 

 

 

 

 

 

“ไม่เอาน่าลูกพี่ อุตส่าห์พามาเที่ยวเล่นทั้งทีไหงทำหน้าเซ็งโลกขนาดนั้น”

 

สตีฟว่าพร้อมยกเบียร์ดื่มอึกใหญ่ ปล่อยให้คนเป็นลูกพี่นั่งหน้าหงิกใส่สาวๆ ที่พยายามเข้ามาร่วมโต๊ะด้วย พอทำหน้าไม่รับแขกแบบนั้นสาวเจ้าทั้งหลายจึงเบนไปหาลูกน้องทั้งสองแทนเหมือนจะเย้ยว่า ‘คิดว่าหล่อแล้วจะง้อเหรอยะ!’

 

ช่วงหลังจากไวท์กลับไป งานทุกอย่างก็เหมือนพากันโหมใส่จนทั้งหัวหน้าทั้งลูกหน้าไม่ได้พัก ไหนจะพวกทหารใหม่ที่เข้ามารับการฝึกมหาโหดที่ทำเอาพวกราฟกับสตีฟวิ่งเข้าวิ่งออกทั้งวัน สลีปที่ทำหน้าที่จัดการเอกสารรายงานของพวกลูกน้องโต้รุ่งอย่างบ้าคลั่ง สำหรับชายผู้รักการนอนยิ่งกว่าสิ่งใดแล้วมันเป็นการทารุณกรรมทางอ้อมชัดๆ ฉะนั้นเขาจึงแอบงีบวันละชั่วโมงเพื่อชาร์ตพลังบ้างเป็นครั้งคราม แต่บางครั้งมันดันกลายเป็นนอนสลบยาวถึงเย็นจนรายงานล่าช้าเสียได้ ราฟกับสตีฟจึงทำหน้าที่นาฬิกาปลุกเข้าไปอีก เพราะเป็นคนอื่นสลีปคงฆ่าหมกห้องแน่นอน

 

หลังจากงานหนักผ่านไป งานใหม่ก็เข้ามาอีกทว่าเบากว่าจม

 

สลีปในฐานะคนสนิทของกษัตริย์ต้องทำหน้าที่ตามเสด็จไปเพื่อนจัดการข้อตกลงระหว่างแดนกับเหล่าปักษาพิโรธหลังจากทะเลาะกันมาเนิ่นนาน

 

ตอนรู้ข่าวเขาดีใจจนเนื้อเต้น คิดว่าพระเจ้าเข้าข้างนำพาไปหาพ่อนกน้อยที่ห่วงหามาตลอดทั้งเดือน แต่ทว่ามานั่งคิดดูแล้วโอกาสจะเจอเองก็มีไม่ถึงครึ่ง พอนึกถึงจำนวนประชากรพวกเข้าไปอีก บางทีไวท์คงอยู่ไกลจากตัวเมืองหรือแย่กว่านั้น หัวใจดวงน้อยๆ จึงห่อเหี่ยวลงดั่งดอกไม้ที่ถูกเมิน

 

พอเห็นสภาพไม่สู้ดีราฟและสตีฟก็ไม่นิ่งดูดาย พากันออกบากชวน(บังคับ)มานั่งเฮฮาที่ร้านเบียร์ในเมืองตอนที่สลีปเขียนรายงานเสร็จไปอีกหนึ่งชุด แต่ตอนนี้มันดันกลายเป็นทั้งสองมานั่งเอ้วสาวแทนพาลูกพี่มาผ่อนคลายอารมณ์

 

ตูอยากจะเพ่นกบาลมัน

 

นัยน์ตาสีเขียวหรี่มองราฟที่กำลังชนแก้วกับสาวสวยเพื่อนใหม่ ซึ่งตลอด 10 นาทีมานี่สลีปไม่รู้ว่าหล่อนชื่ออะไรจึงทำแค่จิบเบียร์ไปพลางพิจารณาของตกแต่งในร้านแก้เบื่อท่ามกลางบรรยากาศสนุกสนานและเสียงโหวกเหวกของพวกขี้เมารอบตัวซึ่งอีกไม่นานคงมีเรื่องต่อยตีกันตามภาษา

 

ทันใดนั้นเอง ที่มุมหนึ่งของร้านปรากฏเจ้าของเรือนผมสีขาวเด่นท่ามกลางผู้คน ชายหนุ่มพลันลุกราวกับถูกช็อตและตรงเข้าไปที่เคาเตอร์เพื่อให้ถึงเป้าหมายแล้วจับไหล่ฝ่ายตรงข้ามกระทันหันและผงะ

 

หญิงสาวมองทหารหนุ่มด้วยสีหน้าตั้งคำถาม สลีปจึงรีบชักมือกลับด้วยความอับอาย

 

“ขอโทษด้วยครับ ผมจำคนผิด”

 

ว่าแล้วเขาก็กลับหลังกันกลับโต๊ะโดยไม่มองด้านหลัง นั่งละเลียดเบียร์ในแก้วต่อด้วยใบหน้าเหมือนเด็กโดนแย่งของเล่น

 

บ้าเอ้ย... ไม่น่าปล่อยกลับจริงๆ...

 

พิษรักนี่มันร้ายกาจชะมัด

 

ในค่ำคืนสุดท้ายบนเตียงนั้นเอง สลีปหลงรักร่างสั่นเทิ้มในอ้อมแขนของตนอย่างถอนกายไม่ขึ้น กับทุกคนที่เคยร่วมหลับนอนด้วยไม่มีใครที่มอบความรู้สึกนี้แก่เขาเลยสักคน ไม่มีใครเลยที่เขามอบจูบอันดูดดื่มนั่นให้ นั่นทำให้เขาไม่อยากปล่อยไวท์กลับ ทว่าในเมื่อสัญญาแล้วจะยกเลิกก็ไม่ได้จึงต้องปล่อยเลยตามเลย จนเขาต้องมานอนพลิกตัวไปมาเพราะความรู้สึกขาดเกิน แม้จะเมื่อตื่นขึ้นมาความรู้สึกก็ไม่ได้ถูกเติมเต็ม ที่นอนข้างกายนั้ว่างเปล่าไร้ร่างของใครบางคนที่จะยังคงหลับสนิทยามเขาตื่น

 

อยากเจออีก... อยากกอดให้แน่นแล้วจูบนานเท่าที่จะนานได้... สลีปพึมพำก่อนจะซดเบียร์อึกใหญ่เป็นระรอก

 

“ขอนั่งด้วยได้ไหม?”

 

สลีปเงยหน้ามองต้นเสียงและพบว่าเป็นสาวผมเงินที่เขานึกว่าเป็นไวท์ซึ่งยกแก้วของตัวเองมาด้วย พอหันกลับไปหาเพื่อนร่วมโต๊ะทั้งสองก็พากันยกนิ้วโป้งหนักแน่นให้

 

“ตามสบาย”

 

เธอยิ้มเล็กน้อยและทิ้งตัวลงข้างๆ ทำให้สลีปมีโอกาสเห็นหน้าเธอชัดๆ ใบหน้านั้นไม่มีเค้าโครงว่าเหมือน อาจมาจากที่อีกฝ่ายสวยสมกับหญิงสาว ส่วนไวท์นั้นเรียกว่า.. ออกจะสวยคมแต่ยังคงความเป็นหนุ่มในตัวจึงไม่ขับให้ใบหน้าหวานจัด ทว่าน่าหลงใหลโดยสิ้นเชิง

 

“ดูท่าทางคุณไม่สนุกเลยนะ”

 

“นิดหน่อย”

 

สลีปยิ้มบางพลางพยักเพยิดไปทางราฟกับสตีฟซึ่งเริ่มเมาและชนแก้วไปมา “พอดีโดนมันสองตัวลากมา”

 

เพื่อนร่วมโต๊ะหัวเราะคิก ภาพตรงหน้ายิ่งพาลให้นึกถึงนกสีขาวตัวเดิม

 

ระหว่างอยู่ด้วยกันไวท์น่าจะยิ้มหรือหัวเราะแบบนี้สักครั้ง.... ละเหี่ยใจเว้ย

 

“จริงสิ ฉันมาธ่าค่ะ”

 

“โจนาธาน เกรย์” สลีปค้อมศีรษะเล็กน้อย “ยินดีที่ได้พบมาธ่า”

 

มาธ่ายิ้มตอบและทำท่าจะรินเบียร์ในเหยือก แต่ชายหนุ่มเอื้อมถึงก่อนพร้อมรินเบียร์จนเต็มแก้ว

 

“คุณมาคนเดียวเหรอ”

 

“กับเพื่อนน่ะ ตอนนี้พวกเธออยู่กับแฟน”

 

“แล้วผู้หญิงสวยๆ แบบคุณไม่มีกับเขาเหรอ”

 

“พึ่งเลิกไปต่างหากล่ะ” หล่อนเบ้ปากเล็กน้อย “แล้วทหารแบบคุณล่ะ”

 

สลีปเลิกคิ้วเป็นเชิงว่า ‘ไม่รู้สิ’ แล้วทำเป็นดื่มเบียร์ในขณะที่ในหัววนอยู่กับไวท์ไปมา เขาไม่แปลกใจที่มาธ่ารู้ว่าเป็นทหารเพราะตัวเองก็ออกงานอยู่มากเหมือนกัน พอเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ยอมตอบคำถามจึงเปลี่ยนเรื่องคุย ในความคิดของสลีปหล่อนเป็นผู้หญิงที่คุยเก่งและไม่น่ารำคาญ สามารถจับเรื่องนั้นกับเรื่องนี้มาชนกันได้อย่างน่าประทับใจ แต่ทุกครั้งที่มองสีผมของมาธ่า ทำให้บางครั้งเขาเผลอทำตัวเป็นผู้ฟังที่แย่ไปสักหน่อยจนเธอสังเกตหลังจากดื่มไปพอสมควร

 

“นี่... ตอนที่มาทักฉันคิดว่าฉันเป็นใครเหรอ”

 

“....”

 

สลีปนิ่งเงียบด้วยไม่รู้จะตอบอะไรพลางนึกถึงใบหน้าของไวท์ยามหลับ โกรธ กระทั่งร้องไห้ ...ทุกอย่างที่เป็นไวท์ที่ทำให้เขาหวงหาได้ถึงขนาดนี้

 

แต่ก็ยังไม่ได้เป็นอะไรกัน

 

“คนรู้จักน่ะ”

edit @ 5 Mar 2014 21:57:45 by rike

Comment

Comment:

Tweet

อ๊ากกกก สลีปบ้าๆๆ ไม่น่าปล่อยกลับเลย
แต่ไวท์ก็ไม่ไหวละนะT^T แค่ได้ยินชื่อก้ขนาดนั้นแล้วง่าาา

#5 By เบน (58.9.221.184) on 2013-11-10 22:37

คิดถึงห่วงหาจนจำคนผิดขนาดนั้นแนะนำให้ไปลากมาแต่งงานเชื่อมความสัมพันธ์กันเลยจ๊ะ /แม่ยกรออยู่วววววววว
แต่ไวท์อาการแย่แบบนั้นสลีปจะทำคะแนนไหวไหมน่อ...
/ไม่ไหวก็ลากขึ้นเตียงก็จบ /เย้ยยยย
รอตอนต่อนะคะะะ

#4 By Se.ChoU on 2013-09-07 08:21

ชอบฟิคเรื่องนี้มากค่ะ อ่านแล้วจิ้นไกลมว๊ากอิอิ-..-
อยากอ่านต่อมากๆค่ะ อัพไวๆนะคะ^^
สลีปต้องไปชิงนาง555

#3 By BunnySM (171.4.250.227) on 2013-09-02 22:12

โห อีสลีปเอ็งหลงรักไวท์จริงๆ==! แต่แอบสงสารสลีปไม่ได้ ไวท์นึกถึงแกแล้วอ้วกตลอด55

#2 By lazytime7 on 2013-09-02 11:46

อ้าว ปล่อยกลับไปจริงๆด้วย
 โห ตอนหลังไวท์อาการแย่ขึ้นขนาดนี้เลยเหรอOTL
ว่าแต่จะหมั้นอะไรกัน..

#1 By sora on 2013-09-01 20:49