มโนราห์ YAOI] : ตอนที่ 2

posted on 29 Dec 2012 16:07 by therike directory Fiction

เสียงน้ำสาดกระทบกันดังซู่ซ่าปลุกพรานให้ตื่นจากภวังค์

ชายหนุ่มยันตัวขึ้นหาวหวอดพลางหันขวับไปมอง เสียงสาดน้ำยังคงดังอย่างต่อเนื่องระคนกับเสียงหัวเราะต่อกระซิกสนุกสนานรบกวนยามหลับ บุญฑริกกระฟักกระเฟียดขัดอกขัดใจมองไปยังต้นเสียงซึ่งอยู่หน้าพุ่มไม้ที่ตนพักพิงอยู่ ในหัวนึกสารพัดวิธีจัดการให้เสียงนั่นหยุดลงขณะที่ใช้มือแหวกพุ่มไม้รกมองหาเจ้าของเสียงนั่น

พลันดวงใจของพรานบุญกระตุกวาบทันที

แผ่นหลังเล็กนวลละเอียดขาวผ่องดั่งมะลิงามบานสะพรั่งปรากฏต่อสายตา ร่างบางเปล่งประกายด้วยหยาดน้ำใสเมื่อต้องแสงอาทิตย์ดุจมุกงามเลอค่าใต้บาดาล เรือนผมสีน้ำตาลแดงดั่งแพไหมเปียกชื้นลู่ลงประบ่า ดวงหน้าหวานหยดหลับตาพริ้มอวดขนตาแพยาวดั่งอิสตรี พลันดวงตากลมลืมขึ้นเล่นเอาพรานรู้สึกคล้ายเดินบนเมฆาปุยนุ่ม ตกอยู่ในภวังค์ชั่วขณะก่อนเสียงใสแสบหูจะดังขึ้น

โนรา! ถ้าเจ้าไม่ขึ้นจากน้ำล่ะก็ ป่วยขึ้นมาเราไม่รู้ด้วยนะ

เจ้าของเสียงนั้นคือกินนรตนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างสระพร้อมกินนรอีกห้สตน ทั้งหมดแต่งตัวสวมปีกหางเป็นที่เรียบร้อย เหลือก็เพียงร่างอรชรน่าใคร่ตรงหน้าบุญฑริกที่ไม่ยอมขึ้นจากสระโบกขรณี โนราที่กำลังดื่มดำกับสายธารเย็นฉ่ำเบ้ริมฝีปากจิ้มลิ้มเหมือนเด็กน้อยพลางกระชากเสียงอย่างไม่พอใจ

รู้แล้วล่ะน่า!”

ฝ่ายพระเชษฐาทั้งหกเห็นท่าทีเง้างอนน่าเอ็นดูของน้องเล็กก็แนบหลังมือกับกลีบปาก พากันหัวเราะคิกคักจนมโนราห์หันมาแหวด้วยใบหน้าแดงก่ำ

พวกเจ้าหัวเราะอะไรห๊า!?”

เปล่านี่ พี่ใหญ่ว่า แค่คิดว่าหากเจ้าสมรสคงจะเป็นฝ่ายงอนเมียมากกว่าที่เมียจะมางอน

จบคำ กระทั่งเหล่าบริวารที่ติดตามมาด้วยก็อดที่จะยิ้มไม่ไหว บางคนถึงกับคว้าปากหมับไม่ให้หลุดขำออกมาเพราะเกรงว่าจะโดนลงอาญา ฝ่ายมโนราห์เมื่อโดนเย้าหยอกพอหอมปากหอมคอก็คว้าเสื้อผ้าของตนมาแต่งองค์พร้อมสวมปีกหางและบินนำพระเชษฐาทั้งหกไปเสียก่อนด้วยใบหน้าแดงก่ำ เมื่อเห็นดังนั้นเหล่ากินนรทั้งหลายก็พากันบินตามมโนราห์กลับเขาไกลาสไป เหลือไว้เพียงพรานหนุ่มที่ตกตะลึงในความงามของกินนรทั้งเจ็ดอยู่ตรงพุ่มไม้

บุรุษเพศ... หรอกเหรอ...

พรานบุญรำพึ่งเมื่อนึกถึงฉากชวนเสียวไส้ตอนมโนราห์ลุกพรวดขึ้นจากสระ ยกมือลูบเนื้อแก้มสากอย่างครุ่นคิด ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยได้เห็นกับตาเช่นนี้ กินนรเหล่านี้งดงามเสียจนน่าพิศวงค์ ทุกตนต่างมีรูปลักษณ์ละม้ายคล้ายราวกับโขกพิมพ์ออกมาตั้งแต่ปลายผมจรดริมฝีปาก สะสวยยิ่งกว่าหญิงใด

พลัน บุญฑริกนึกถึงเจ้าเมืองปัญจาละที่ตนอาศัยอยู่ บุรุษผู้เพรียบพร้อมด้วยยศธาบรรดาสัตว์อีกทั้งมีคำล่ำลือมาว่าทรงรูปคมคายงามสง่าหมดจดแฝงด้วยความละอ่อนเยาว์วัย ทั้งยังเชี่ยวชาญวิชาธนูหาใครเปรียบ

พระสุธนกุมาร พระโอรสของพระเจ้าอาทิตยวงค์

หากนำไปถวายแก่เจ้าเหนือหัวล่ะก็ ท้าวเธอคงจะโปรดปรานไม่น้อย

เมื่อคิดได้ดังนั้น พรานก็สะพายย่ามถืออาวุธเดินตรงออกจากป่า ไม่ไกลนักก็ปรากฏอาศรมฤาษีท่านหนึ่งซึ่งก่อนเข้ามานั้นบุญฑริกได้พูดคุยกับฤาษีนาม กัสสป ฝ่ายฤาษีเมื่อเห็นพรานบุญวางของลงก็เดินลงจากอาศรมไปหา

ว่าไงเล่าพ่อพราน ไม่ได้เนื้อเลยหรือ

ขอรับ... แต่ข้าเจออะไรที่เด็ดกว่านั้น

เหล่ากินนรสินะฤาษีเดา ซึ่งกลายเป็นตรงเผงอย่างกับจับวาง

ถูกต้อง ข้าเห็นกินนรเจ็ดตัวลงมาเล่นน้ำที่สระ เลยคิดว่าจะนำไปถวายเจ้านายเสียสักตัว ท่านพอจะรู้ไหมว่ามีอุบายอะไรหลอกกินนรเหล่านั้นได้บ้าง

โฮ่ๆ ไม่มีอุบายอะไรหลอกกินนรพวกนั้นได้หรอก ฉลาดอย่างกับกรด เผลอๆ เจ้าเล่ห์เสียด้วยซ้ำ

ฟังถึงตรงนี้พรานหนุ่มแอบกรอกตา กินนรเจ้าเล่ห์?... แต่อาจจะจริงก็ได้ เพราะถ้าถูกหลอกง่ายคงไม่มาเล่นน้ำสบายใจให้ใครที่ผ่านไปมาชมหรอก

ถ้าเจ้าอยากจับล่ะก็ ต้องใช้นาคบาศเท่านั้น

นาคบาศ? แล้วกูจะหาที่ไหนล่ะเนี่ย

บุญฑริกขมวดคิ้วพร้อมบ่นงุบงิบๆ ราวกับพูดกับตนเอง ฝ่ายฤาษีเห็นอีกฝ่ายทำหน้ายุ่งเหยิงแบบไม่ผิดฟังจึงเริ่มอธิบายต่อ

นาคบาศเป็นของพญานาคชมพูจิตรที่เมืองบาดาล หากได้มาล่ะก็ ต่อให้หลับตาโยนเอ็งก็จับกินนรไปถวายเจ้านายได้แน่นอน

เมื่อหมดคำจะบอกเล่าต่อ ฤาษีกัสสปก็เดินเข้าอาศรมไปดื้อๆ ทิ้งให้บุญฑริกนั่งอึ้งเป็นหุ่นขี้ผึ้งทันทีที่ชื่อของพญานาคาผู้นั้นกระทบหู พลันดวงตาฉ่ำหวานเสน่หาผุดขึ้นในหัว พร้อมเสียงนุ่มลึกดังใบมีดกรีดหัวใจที่เล่นเอาอ่อนเปลี้ยเพลียแรงเสียตรงนั้น ยิ่งนึกถึงมารยากรีดกรายยิ่งช่วยให้เลือดลมสูบฉีดฮึดฮัดยิ่งกว่าโคตกมัน ตอนแรกนึกว่าต้องไปหานาคบาศจากไหนไกล ทั้งที่แท้จริงแล้วกลับใกล้เสียจนน่าขนลุกพิกล

พรานลุกขุ้นเดินไปยังสระน้ำที่พบกับพญานาคครั้งแรกพลางตั้งจิตให้สงบปัดภาพพญานาคาสุดเสน่หาออกไปและนึกถึงคนเฝ้าประตูที่โลกบาดาล ทันใดนั้น แสงสว่างวาบแสบตาเกิดขึ้นกระทันหัน แขนกำยำยกขึ้นป้องดวงตาตามสัญชาตญาณ ตรงหน้าปรากฏร่างของนาคตนหนึ่งซึ่งทำหน้าที่เป็นนายประตูตู้วารจิตรของนายพรานซึ่งสามารถพาพรานไปพบกับพญานาคา ณ โลกบาดาลได้

นายประตูฉีกยิ้มจนเห็นฟันขาวกกิ๊งอย่างสดใส

ไปกันหรือยังท่านผู้มีพระคุณ

ฝ่าบบุญฑริกพยายามเรียกขวัญที่หลุดปลิวไปกับแสงวูบวาบกลับมา จำได้ว่าหลังจากถูกพาไปเฉลิมฉลองโลกบาดาลเป็นเวลาเจ็ดวันด้วยกัน ชมพูจิตรได้ให้แก้ววิเศษกับตนไว้พร้อมบอกว่า หากต้องท่านต้องการพบเราอีก จงมา ณ ที่นี้ ให้นึกถึง นาคที่เฝ้าประตูของเรา แล้วเขาจะพาท่านมาหาเอง

ไม่นึกว่าจะมาไวปานนี้

พรานบุญพยักเพยิดเล็กน้อยเป็นเชิง นายประตูจึงทำการดึงอีกฝ่ายลงมาในสระพาไปยังโลกบาดาล แหวกว่ายตรงไปยังพระราชวังของเจ้านายตนก่อนจะพาส่งลงที่หน้าประตู

ทันทีที่ชายกำยำก้าวเข้ามายังท้องพระโรง ดวงตาดุดันอันคุ้นเคยต้องนัยน์ตาสีชมพูจนต้องยกมือบอกให้เหล่าอำมาตหยุดรายงานกิจและกรีดยิ้มอย่างอ่อนหวาน ทำเอานางสนมลมจับหายใจกันไม่ทั่วท้อง บางรายถึงกับจับเพื่อนตนประคองไว้ไม่ให้เป็นลมไปเสียก่อน ชมพูจิตรเห็นดังนั้นก็หัวเราะในลำคอเบาๆ อย่างนึกสนุก

ขี้แกล้งชะมัด บุญฑริกคิดในใจก่อนจะถวายบังคม

เรากำลังนึกถึงท่านอยู่พอดี พญานาคาว่า มาวันนี้มีกิจธุระอันใดหรือพ่อพราน

ข้าพเจ้าอยากจะขอยืนนาคบาศสักหน่อยพรานตอบในทันที แต่คำตอบนั้นกลับเรียกเสียงกระซิบจากผู้คนในท้องพระโรงได้เป็นอย่างดี

ใครๆ ก็รู้ว่านาคบาศนั้นเป็นของคากายของพญาชมพูจิตรที่เอาไว้ใช้กันพญาครุฑมิให้จับตนไปได้ เนื่องจากนาคบาศจะรัดฝ่ายตรงข้ามแน่นมากจนไม่สามารถขยับตัวไปไหนได้ หากถามว่าพญาครุฑจะจับชมพูจิตรไปทำไม?... ก็ตอบได้ว่าทั้งนาคและครุฑนั้นไม่ถูกกันแต่ไหนแต่ไร ทั้งสองฝ่ายจึงเลือกที่จะไม่เจอหน้ากันเสียเพื่อตัดปัญหา... หากไม่เป็นเช่นนั้น เพราะพญาครุฑดันหลงเสน่ห์ชมพูจิตรเสียเต็มหัวใจไม่มีทีท่าว่าจะถอยห่างและพยายามจับตัวพญานาคาทำเมียทุกครั้งที่มีโอกาส เอานาคบาศไปเท่ากับเอาหนทางสุดท้ายที่จะป้องกันตัวเป็นศูนย์

ฝ่ายชมพูจิตรยิ้มค้างกลางอากาศอยู่นานสองนานเล่นเอาพรานบุญรู้สึกอึดอัด

เราคงให้ท่านไม่ได้หรอก หากพญาครุฑจะมาจับเรา เราก็ไม่สามารถป้องกันตนเองได้

ขอร้องเถิดท่าน เมื่อเสร็จงานแล้วข้าจะรีบนำมาคืนโดยเร็ว

พรานหนุ่มเอ่ยขอร้อง

ฝ่ายพญานาคาก็นิ่งสนิทราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างเพราะหลุบสายตาลงต่ำ ทำเอาทั้งท้องพระโรงเงียบตามอยู่ครู่หนึ่งและเงยหน้าขึ้นกล่าวว่า

...งั้นเราจะเห็นว่าท่านเป็นผู้มีพระคุณช่วยเราจากพราหมณ์คนก่อน เราจะให้ท่านยืมไปก็ได้

ชมพูจิตรลุกขึ้นจากบัลลังค์พร้อมเดินนำไปยังห้องของตน ตามมาสิพรานบุญ

ฝ่ายพรานบุญรู้สึกดีใจยิ่งนัก ผุดลุกขึ้นเดินตามเส้นทางจนถึงห้องบรรทมก็ลงคุกเข่าข้างเตียงโดยชมพูจิตรนั่งอยู่บนนั้นพร้อมหยิบบ่วงสีมรกตออกจากหีบเห็บของ ไล่สายตามองอย่างนึกใจอ่อนพลางยื่นมันให้พราน

แต่เมื่อบุญฑริกทำท่าจะรับของ... ฝ่ามือเรียวก็ตวัดบ่วงนาคาเกี่ยวคอพรานแล้วดึงให้ใบหน้าคมคายเข้ามาใกล้เสียจนหนวดที่ขึ้นอยู่ประปรายสัมผัสถึงริมฝีปากนุ่มที่ไล้เย้ายวน นิ้วเรียวยาวเลื่อนตั้งแต่คอจนถึงปลายคางทำเอาเสียวซ่ายถึงแผ่นหลัง เริ่มเล่นหูเล่นตาใส่ราวกับเชิญชวนพร้อมจงใจให้ลมหายใจของตนรดใบหน้าอีกฝ่าย ทำเอาพรานตกตะลึงอ้าปากค้างทำอะไรไม่ถูก

เดี๋ยว! ท่านจะทำอะไรน่ะ

ในที่สุดปากอ้ายบุญก็ขยับ เสียงที่เปล่งออกมาสูงผิดปกติเพราะความตกใจอย่างน่าขัน ชมพูจิตรคลี่ยิ้มบางแล้วเลื่อนกายนั่งคร่อม

ท่านคิดว่าเราจะให้นาคบาศคู่กายาง่ายๆ โดยไม่แลกเปลี่ยนอะไรเลยหรือ?

แต่ทำแบบนี้มันไม่ควรนะ! ข้าเป็นแค่พรานเหม็นสาปล่าสัตว์ไปวันๆ ส่วนท่านเป็นถึงพญานาคเลยนะ!!” พรานแหกปากลั่น

ไม่มีกฏใดกล่าวไว้ว่าเราร่วมรักกับพรานอย่างท่านไม่ได้ พญานาคาตีหน้าซื่อตาใสขณะฝ่ามือเริ่มซุกซนตามกล้ามเนื้อแข็งแรงของพราน ก้มลงพรมจุมพิตตามรอยเคราสีเขียวแล้วลากลิ้นขบติ่งหูอีกฝ่ายเบาๆ

แต่ถ้าคนอื่นมาเห็นมันจะไม่งาม!”

พรานบุญพยายามทำใจดีสู้เสือ ผลักไหล่อีกฝ่ายออกเบาๆ อย่างสุภาพที่สุด ทั้งที่ใจจริงอยากเอานาคบาศแล้วเผ่นแนบตั้งแต่โดนหยอกที่แรก

กลับกัน ดูเหมือนจะไม่ได้ผล... เพราะชมพูจิตรเล่นเอานาคยาศมารัดตัวพรานแทนแล้วผลักให้ชายหนุ่มนอนลง ส่วนตัวเองเริ่มปลดอาภรณ์ลงช้าๆ จนเห็นเนินอกขาวผ่อง

ถ้าเป็นเช่นนั้น เราคิดว่ามันไม่ใช่ปัญหาของเรา

edit @ 29 Dec 2012 21:52:24 by rike

edit @ 4 Jan 2013 22:43:16 by rike

Comment

Comment:

Tweet